รัตติเฉท
รัตติเฉท เหตุทำให้ขาดราตรีของปริวาสิกภิกษุผู้ประพฤติปริวาสมี ๓ คือ
๑. สหวาโส อยู่ร่วมในชายคาอันเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
๒. วิปวาโส อยู่ถิ่นอาวาสและถิ่นไม่ใช่อาวาส ที่ไม่มีสงฆ์หรือไม่มีปกตัตตภิกษุแม้รูปเดียวอยู่เป็นเพื่อน
๓. อนาโรจนา ไม่บอกอาการที่ตนประพฤติปริวาสแก่ปกตัตตภิกษุผู้ยังไม่ได้บอก
ถ้าปริวาสิกภิกษุ ทำหรือขาด ๓ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นรัตติเฉทเหตุทำให้ขาดราตรี นับราตรีที่ประพฤติมิได้
รัตติเฉท เหตุทำให้ขาดราตรีของมานัตตจาริกภิกษุ ผู้ประพฤติมานัตต์มี ๔ คือ
๑. สหวาโส อยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
๒. วิปวาโส อยู่ในถิ่นอาวาสที่ไม่มีสงฆ์อยู่เป็นเพื่อน
๓. อนาโรจนา ไม่บอกอาการที่ตนประพฤติมานัตต์ทุกวัน และไม่บอกแก่ปกตัตตภิกษุผู้ยังไม่ได้รับบอกในวันนั้น
๔. อูเน คเณ จรณัง ประพฤติในคณะอันพร่อง คือในถิ่นอาวาสที่มีสงฆ์ไม่ครบองค์ (คือปกตัตตภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป)
มานัตตจาริกภิกษุ ทำหรือขาด ๔ ประการนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นรัตติเฉทเหตุทำให้ขาดราตรี นับราตรีที่ประพฤติมิได้
ปริวาสิกภิกษุ และมานัตตจาริกภิกษุ ไม่ควรยินดีในกิจของปกตัตตภิกษุทำให้ใน ๔ อย่าง คือ
๑. ไม่ยินดีในการอภิวาท
๒. ไม่ยินดีในการลุกรับ
๓. ไม่ยินดีในการทำอัญชลี
๔. ไม่ยินดีในสามีจิกรรม มีการนำอาสนะมาให้เป็นต้น ฯลฯ
-----------------------
วัตรของปริวาสิกภิกษุและมานัตตจาริกภิกษุ ๑๐ หมวด
ภิกษุผู้สมาทานวัตรแห่งปริวาสแล้วก็ดี ผู้สมาทานวัตรแห่งมานัตต์แล้วก็ดี พึงถือการปฏิบัติวัตร ๑๐ หมวดนี้ โดยเคร่งครัด ท่านปรับอาบัติทุกกฎแก่ผู้ล่วงละเมิด เรียกว่า วัตตเภท คือ
๑. ไม่พึงให้อุปสมบทและนิสสัย ไม่พึงมีสามเณรอุปัฏฐาก ไม่พึงรับสมมติสอนนางภิกษุณี
๒. ไม่พึงต้องอาบัติ อันสงฆ์ให้มานัตต์แล้ว หรืออาบัติเช่นนั้น หรืออาบัติเลวทรามกว่านั้น
๓. ไม่พึงติกรรมนั้น ไม่พึงห้ามอุโบสถปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ ไม่พึงทำความมีคำ ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาสเพื่อโจทย์ภิกษุอื่น ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้การ ไม่พึงช่วยภิกษุทั้งหลายให้สู้กันทางอธิกรณ์
๔. ไม่พึงไปหรือนั่งข้างหน้าของปกตัตตภิกษุ พึงพอใจในอาสนะ ที่นอน กุฎี อันสุดท้าย (คือเป็นของเลวที่แจกทีหลัง)
๕. ไม่พึงมีปกตัตตภิกษุเป็นปุเรสมณะ หรือปัจฉาสมณะ คือตามหลังไปสู่ตระกูล ไม่พึงสมาทานอรัญญิกธุดงค์ ไม่พึงสมาทานบิณฑปาติกะธุดงค์และไม่พึงให้เขานำบิณฑบาตมาส่ง
๖. เป็นอาคันตุกะ ไปสู่อาวาสอื่น พึงบอกอาการที่ตนประพฤติมานัตต์มีอาคันตุกะมาก็พึงบอก พึงบอกในอุโบสถ พึงบอกในปวารณา พึงบอกทุกวัน ถ้าอาพาธพึงส่งทูตไปบอก
๗. ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุหรือมีแต่เป็นนานาสังวาส เว้นไว้แต่ไปกับสงฆ์หรือมีอันตราย (อันตราย ๑๐ อย่างในกัณฑ์ที่ ๑๗ ตอนอุโบสถ) พึงไปได้เฉพาะอาวาสหรือถิ่นไม่ใช่อาวาส อันมีภิกษุเป็นเพื่อน
๘. ไม่พึงอยู่ในที่อันเดียวกัน ในอาวาสก็ดี กับด้วยปกตัตตภิกษุ
๙. เห็นปกตัตตภิกษุเข้าแล้ว พึงลุกจากอาสนะ พึงเชิญให้นั่ง ไม่พึงนั่งอาสนะอันเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ เมื่อเธอนั่ง ณ อาสนะต่ำ ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะสูง เมื่อเธอนั่ง ณ พื้นดิน ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ เมื่อเธอจงกรมอยู่ที่ต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่สูง เมื่อเธอจงกรมบนพื้นดิน ไม่พึงจงกรมบนที่จงกรม
๑๐. ไม่พึงนั่ง หรือจงกรม อยู่ในที่อันเดียวกัน ตลอดถึงการอยู่ในที่มุงอันเดียวกันกับปริวาสิกภิกษุ ผู้ชักเข้าหาอาบัติเดิม ผู้ควรมานัตต์ ผู้ประพฤติมานัตต์แก่กว่า ผู้ควรอัพภาณ ฯ
ภิกษุผู้สมาทานวัตร พึงปฏิบัติมานัตต์ ๑๐ หมวดนี้โดยเคร่งครัด ท่านปรับ อาบัติทุกกฎแก่ผู้ล่วงละเมิดและสำหรับภิกษุผู้เก็บวัตรแล้ว พึงถือการปฏิบัติ ๑๐ หมวดนี้ ตามสมควร
-----------------------
ประพฤติวุฏฐานวิธีไม่สำเร็จ
ภิกษุประพฤติวุฎฐานวิธีอยู่ ยังไม่ทันสำเร็จ ปฏิญญาณตนเป็นอนุปสัมบันแล้ว อุปสมบทใหม่ ต้องประพฤติต่อให้ครบจำนวนวันที่ค้างอยู่ ต้องครุกาบัติ ยังไม่ทันได้ออกจากอาบัตินั้นแล้วสึกเสีย เมื่ออุปสมบทใหม่ต้องประพฤติวุฎฐานวิธีอีก
ความประสงค์ของการบัญญัติวัตตเภทนั้น คือ
หมวดที่ ๑ ห้ามทำการในหน้าที่ของพระเถระ
หมวดที่ ๒ ให้ตั้งอยู่ในความระมัดระวัง
หมวดที่ ๓ ห้ามถือสิทธิในปกตัตตภิกษุ
หมวดที่ ๔ ห้ามถือในอันจะพึงถือในลำดับพรรษา
หมวดที่ ๕ ห้ามเชิดตัวและระวังเพื่ออย่างนั้น
หมวดที่ ๖ ให้บอกประจานตัว
หมวดที่ ๗ ห้ามวิปวาส คือการอยู่ปราศจากสงฆ์
หมวดที่ ๘ ห้ามการสมโภคกับปกตัตตภิกษุ
หมวดที่ ๙ ให้แสดงสามีจิกรรมแก่ปกตัตตภิกษุ
หมวดที่ ๑๐ ห้ามสมโภคกับภิกษุ ผู้ประพฤติวุฏฐานวิธีด้วยกัน
-----------------------
กฎของการอยู่ป่าหรือธุดงค์
๑. สวดพุทธาวุธ (กรณียเมตตสูตร) ประจำ
๒. เจริญเมตตา และสวดวิรูปักเข ประจำ
๓. อย่าอยู่ใกล้ถนนที่คนหรือสัตว์สัญจรไปมา
๔. อย่าอยู่ใกล้ริมน้ำหรือหนองน้ำที่มีคนพลุกพล่านหรือสัตว์ป่าที่ลงมากินน้ำเวลากลางคืน
๕. อย่าอยู่ที่ใกล้ที่ดินที่มีสัตว์มากินดินเวลากลางคืน
๖. ฟืนที่ดังไฟ (ก่อไฟ) หรือจุดไฟอย่าลากมาหรือแก่มา ให้แบกเอาหรือถือเอา
๗. อย่าปัสสาวะรดที่จอมปลวกหรือโคนไม้ใหญ่
๘. อย่าสวดคาถาหรือมนต์ปราบผี
๙. ถ้ามีสัตว์ป่ามาไต่ขึ้นตามตัวหรือศีรษะ เช่น กระรอก กะแต หรือหนูเป็นต้น อย่าไปจับเล่น ฯ
-----------------------