คำอาราธนาศีล ๕
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
หมายเหตุ : ถ้าศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ ถ้าคนเดียวให้เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง และ ยาจามะ เป็น ยาจามิ
-----------------------
คำอาราธนาศีลอุโบสถ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
หมายเหตุ : ถ้าคนเดียวให้เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง และ ยาจามะ เป็น ยาจามิ
-----------------------
คำสมาทานอุโบสถศีล
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ
(หยุดรับเพียงเท่านี้) ต่อไปพระสงฆ์ผู้ให้ศีลจะว่า อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อุโปสะถะสีละวะเสนะ มะนะสิกะริต๎วา สาธุกัง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ
(พึงรับพร้อมกันว่า) อามะ ภันเต (พระสงฆ์ว่าต่อ)
สีเลนะ สุคะติง ยันติสีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย ฯ
-----------------------
คำลาอุโบสถศีล
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง นิกขิปามิ
ข้าพเจ้าขอเก็บ (ลา) อุโบสถศีล ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้ ฯ
-----------------------
คำขอบวชชี
เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ปัพพัชชัง มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
คำแปล
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้เสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น, พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์, ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกถึง, ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้บวชในพระธรรมวินัย ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ.
-----------------------
คำอาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะทุกขะวินาสายะปะริตตัง พ๎รูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะภะยะวินาสายะปะริตตัง พ๎รูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะโรคะวินาสายะปะริตตัง พ๎รูถะ มังคะลัง
-----------------------
คำอาราธนาธรรม
พรัห๎มา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัปปิมัง ปะชังฯ
-----------------------
คำกล่าวอัญเชิญเทวดามาฟังธรรม
ข้าขออาราธนา ยังเทพาทั้งหลายนั้น องค์ใดเฝ้าได้รักษา ทั่วทั้งโลกโลกา ในวัดวาและศาสนา ทั้งภูผาและห่อมห้วย ทั้งต้นกล้วยและแนวเขา ทุกแถบเถาว์และเถื่อนถ้ำ ทุกหนองน้ำและวังปลา ในศาลาและขอบเขต ในนิเวศและสถาน ในวิมานและปราสาท ในอากาศและเวหา ทั้งคงคาแม่น้ำใหญ่ เทพดาพระองค์ใด มีใจใสด้วยศรัทธา จงเสด็จเข้ามาฟัง ยังพระสัทธรรมเทศนา ตามกาลตามเวลา ด้วยฝูงข้าทั้งหลายเทอญฯ
-----------------------
คำสาธุการเมื่อพระเทศน์จบ
สาธุ พุทธะสุโพธิตาสาธุ ! ความตรัสรู้ดีจริงของพระพุทธเจ้า
สาธุ ธัมมะสุธัมมะตาสาธุ ! ความเป็นธรรมดีจริงของพระธรรม
สาธุ สังฆะสุปะฏิปัตติสาธุ ! ความปฏิบัติดีจริงของพระสงฆ์
อะโห พุทโธพระพุทธเจ้า น่าอัศจรรย์จริง
อะโห ธัมโมพระธรรมเจ้า น่าอัศจรรย์จริง
อะโห สังโฆพระสงฆเจ้า น่าอัศจรรย์จริง
อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะตา
ข้าพเจ้าถึงแล้ว, ซึ่งพระพุทธเจ้า, พระธรรมเจ้า, พระสงฆเจ้า, ว่าเป็นที่พึ่งระลึกถึง.
อุปาสิกัตตัง เทเสสิง ภิกขุสังฆัสสะ สัมมุขา
ข้าพเจ้าขอแสดงตน, ว่าเป็นอุบาสิกา, ในที่จำเพาะหน้าพระภิกษุสงฆ์.
เอตัง เม สะระณัง เขมัง, เอตัง สะระณะมุตตะมัง.
พระรัตนตรัยนี้, เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันเกษม, พระรัตนตรัยนี้, เป็นที่พึ่งอันสูงสุด.
เอตัง สะระณะมาคัมมะ, สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย.
เพราะอาศัยพระรัตนตรัยนี้ เป็นที่พึ่ง, ข้าพเจ้าพึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง.
ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธะสาสะนัง.
ข้าพเจ้าจักประพฤติ, ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอน, ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, โดยสมควรแก่กำลัง.
ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคินิสสัง อะนาคะเต.
ขอข้าพเจ้าพึงมีส่วนแห่งพระนิพพาน, อันเป็นที่ยกตนออกจากทุกข์, ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เทอญ.
หมายเหตุ : ผู้ชาย พึงเปลี่ยนคำว่า “คะตา” เป็น “คะโต” พึงเปลี่ยนคำว่า “อุปาสิกัตตัง” เป็น อุปาสะกัตตัง” แล้วเปลี่ยนคำแปล เป็น “ว่าเป็นอุบาสก”
คำขอขมาโทษ
(ผู้ขอ) เถเร ปะมาเทนะ ท๎วารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต (ถ้าหลายรูปเปลี่ยน ขะมะถะ เม เป็น ขะมะตุ โน)
(ผู้รับ) อะหัง ขะมามิ ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง (ถ้าผู้ขอมีหลายรูปเปลี่ยน ตยาปิ เป็น ตุม๎เหหิปิ)
(ผู้ขอ) ขะมามิ ภันเต (ถ้าผู้ขอหลายรูปเปลี่ยน มิ เป็น มะ)
หมายเหตุ : ถ้าอาจารย์เปลี่ยนเป็น อาจะริเย ถ้าหลายรูปใช้ อายัส๎มันเต
-----------------------
คำพินทุผ้า
อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ.
-----------------------
คำอธิษฐานบริขาร
บาตร : อิมัง ปัตตัง อะธิฏฐามิ.
สังฆาฏิ : อิมัง สังฆาฏิง อะธิฏฐามิ.
จีวร : อิมัง อุตตะราสังคัง อะธิฏฐามิ.
สบง : อิมัง อันตะระวาสะกัง อะธิฏฐามิ.
ผ้าอาบน้ำฝน : อิมัง วัสสิกะสาฏิกัง อะธิฎฐามิ.
-----------------------
คำเสียสละ
จีวรเป็นนิสสัคคียะ (คือต้องสละเสีย แล้วแสดงอาบัติ) เพราะอยู่ปราศจากเขตเป็นเหตุให้ล่วงราตรี
ตั้ง นโม ๓ จบ แล้วว่า
“อิทัง เม ภันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัต๎ระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยัง อิมาหัง อายัส๎มะโต นิสสัชชามิ”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศจากเขตเป็นเหตุให้ล่วงราตรี เป็นของจำเสียสละ ข้าพเจ้าขอเสียสละผ้าจีวรผืนนี้แก่ท่าน”
(ถ้า ๒ ผืนว่า ท๎วิจีวะรัง ถ้าทั้ง ๓ ผืนว่า ติจีวะรัง)
-----------------------
คำคืน
“อิมัง จีวะรัง อายัส๎มะโต ทัมมิ.”
“ข้าพเจ้าขอคืนจีวรผืนนี้แก่ท่าน”
-----------------------
คำวิกัปป์
“อิมัง จีวะรัง ตุย๎หัง วิกัปเปมิ.”
“ข้าพเจ้าขอวิกัปป์ผ้าจีวิรผืนนี้แก่ท่าน”
(หลายผืนว่า อิมานิ จีวะรานิ ตุย๎หัง วิกัปเปมิ)
(การวิกัปป์เป็นการทำให้เป็นของสองเจ้าของ)
-----------------------
คำถอนวิกัปป์
(ถ้าผู้ถอนแก่กว่า ว่า)
อิมัง จีวะรัง มัย๎หัง สันตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ.
“จีวรของข้าพเจ้ายังพอมีใช้สอยอยู่ ข้าพเจ้าขอสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน”
(ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่า ว่า)
อิมัง จีวะรัง มัย๎หัง สันตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ.
“จีวรของข้าพเจ้ายังพอมีใช้สอยอยู่ ข้าพเจ้าขอสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน”
-----------------------
คำอธิษฐานเข้าพรรษา
อิมัส๎มิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ (ว่า ๓ จบ)
“ข้าพเจ้าขอจำพรรษาในอาวาสนี้ตลอด ๓ เดือน”
(ไม่ไปค้างคืนที่อื่นตลอด ๓ เดือน)
-----------------------
วิธีขอนิสัย
ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ พรรษา ถือว่าเป็นพระนวกะบวชใหม่ต้องถือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นอุปัชฌาย์ และอาศัยภิกษุรูปนั้นอยู่เพื่อรับโอวาท ในกรณีที่ไม่ได้อยู่กับอุปัชฌาย์ ต้องขอนิสัยจากพระอาจารย์ที่ตนอาศัยด้วย
ผู้ขอนิสัยต้องห่มจีวรเฉวียงบ่า นั่งคุกเข่าประนมมือ กราบ ๓ หน ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าวคำขอนิสัย
-----------------------
คำขอนิสัยจากพระอาจารย์ที่อาศัยอยู่ด้วย
อาจะริโย เม ภันเต โหหิ, อายัส๎มะโต นิสสายะ วัสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)
พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “โอปายิกัง” ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต”
พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “ปะฏิรูปัง” ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต”
พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “ปะสาทิเกนะ สัมปาเทหิ” ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต”
ผู้ขอนิสัยพึงกล่าวรับเป็นธุระให้ท่านว่า
“อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร”. (ว่า ๓ ครั้ง)
ในกรณีที่อาศัยอยู่กับพระอุปัชฌาย์ให้ขอนิสัยจากพระอุปัชฌาย์ ดังนี้
“อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ” (ว่า ๓ ครั้ง)
นอกนั้นเหมือนกันกับการขอนิสัยพระอาจารย์
ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ พรรษาเป็นพระนวกะอยู่ แม้เป็นผู้ทรงธรรมวินัยก็ควรจะต้องขอนิสัยจากพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ ภิกษุเดินทาง ป่วยไข้หรือเข้าป่าเพื่อเจริญสมณธรรมในที่ใด หาท่านผู้ให้นิสัยไม่ได้ หรือมีเหตุขัดข้องไปอยู่ในที่อื่นไม่ได้จะอยู่ในที่นั้นด้วยผูกใจว่า เมื่อใดมีท่านผู้ให้นิสัยได้มาอยู่ จักถือนิสัยในท่านนั้นก็ควร
ภิกษุผู้มีพรรษาได้ ๕ แล้ว แต่ยังไม่ถึง ๑๐ มีองค์ครบสมบัติในการจะอยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องขอนิสัยได้ แต่หากยังไม่มีความรู้ความเหมาะสมในการรักษาตน ก็ต้องถือนิสัย
-----------------------
คำปวารณาออกพรรษา
สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปวารณาสงฆ์ ขอท่านทั้งหลายโปรดอาศัยความอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนข้าพเจ้า ด้วยความผิดพลาดที่ได้เห็นก็ดี ที่ได้ยินก็ดี ด้วยความรังเกียจสงสัยก็ดี ข้าพเจ้าเห็นความผิดพลาดนั้นอยู่จักกระทำคืน”
“แม้ครั้งที่สอง.......”
“แม้ครั้งที่สาม.......”
-----------------------
คำถวายผ้ากฐิน
อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคัณ๎หาตุ, ปะฏิคคะเหต๎วา จะ อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ, อัม๎หากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระสงฆ์, ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และญาติทั้งหลาย รับแล้วจงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ตลอดกาลนานเทอญ ฯ
-----------------------
คำอนุโมทนากฐิน
“อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทะถะ” (๓ หน) นี้สำหรับท่านผู้ครองกฐินมีพรรษาแก่กว่าภิกษุทั้งปวง ถ้ามีภิกษุอื่นที่มีพรรษามากกว่าท่านผู้ครองกฐินอยู่ในที่นั้น ให้เปลี่ยนคำว่า อาวุโส เป็น ภันเต แล้วให้พระสงฆ์ทั้งปวงเปล่งอนุโมทนาต่อไปว่า
“อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร, อะนุโมทามะ” (๓ หน) นี้สำหรับผู้อ่อนพรรษากว่าท่านผู้ครองกฐินกล่าว ถ้ามีภิกษุที่แก่พรรษากว่าท่านผู้ครองกฐินอยู่ในที่นั้นกี่รูปก็ตาม ให้ผู้แก่เหล่านั้น เปลี่ยนคำว่า ภันเต เป็น อาวุโส หรือจะให้ว่าพร้อมกันเฉพาะผู้แก่เสียคราวหนึ่งก่อน ๓ จบ แล้วจึงให้ผู้อ่อนกว่าว่าอีกคราวหนึ่ง ๓ จบ ก็ได้.
-----------------------
คำถวายผ้าป่า
อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณ๎หาตุ อัม๎หากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน เทอญ ฯ
-----------------------
คำถวายข้าวพระพุทธ
"อิมัง สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ "(ถ้าหลายคนเปลี่ยน ปูเชมิ เป็น ปูเชมะ)
ข้าพเจ้าขอบูชาโภชนาหาร พร้อมด้วยแกงและกับ อีกทั้งน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า
-----------------------
คำถวายสังฆทาน
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณ๎หาตุ, อัม๎หากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ , ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ภัตตาหาร พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ, ภัตตาหาร พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญ .
-----------------------
คำอุปโลกน์สังฆทาน
ยัคเฆ ภันเต สังโฆ ชานาตุ , ขอพระสงฆ์ทั้งปวงจงฟังข้าพเจ้า
บัดนี้ ทายก ทายิกา ผู้มีจิตศรัทธา ได้น้อมนำมาซึ่งภัตตาหารมาถวายเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ อันว่าสังฆทานนี้ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่ สมเด็จพระพุทธองค์จะได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ เพราะเป็นของได้แก่สงฆ์ทั่วสังฆมณฑล พระพุทธองค์ตรัสว่าให้แจกกันตามบรรดาที่มาถึง
ฉะนั้น บัดนี้ข้าพเจ้าจะสมมติตนเป็นผู้แจกของสงฆ์ พระสงฆ์ทั้งปวงจะเห็นสมควรหรือไม่เห็นสมควร ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการสมควรแล้วไซร้ ขอจงได้ทักท้วงขึ้นในท่ามกลางสงฆ์อย่าได้เกรงใจ ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรแล้ว ก็จงเป็นผู้นิ่งอยู่ (หยุดนิดหนึ่ง) บัดนี้พระสงฆ์ทั้งปวงนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าจักรู้ได้ว่าเป็นการสมควรแล้วจะได้ทำการแจกของสงฆ์ต่อไป ณ กาลบัดนี้
อะยัง ปะฐะมะภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ, ส่วนที่ ๑ ย่อมถึงแก่พระเถระผู้ใหญ่ผู้อยู่เหนือข้าพเจ้า
อะวะเสสา ภาคา อัม๎หากัง ปาปุณันติ, ส่วนที่เหลือจากพระเถระผู้ใหญ่แล้ว ย่อมถึงแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามบรรดาที่มาถึงพร้อมกันทุกๆ รูป (ตลอดถึงสามเณร, อุบาสกอุบาสิกาด้วย) เทอญ.
หมายเหตุ มะหาเถรัสสะ นั้น เปลี่ยนเป็น เถรัสสะ บ้าง มัชฌิมัสสะ บ้าง ตามฐานะของหัวหน้าในที่นั้นๆ ถ้าไม่มีสามเณร อุบาสกอุบาสิกาด้วยก็ไม่ต้องว่าต่อไปด้วย คำอุปโลกน์นี้เป็นหน้าที่ของรูปที่ ๒-๓ ก็ได้
-----------------------
คำลาของถวาย
เสสัง มังคะลัง ยาจามิ
ข้าพเจ้าขอสิ่งอันเป็นมงคลที่เหลือ.
-----------------------
คำอำลาพระสงฆ์
คฤหัสถ์ : หันทะทานิ มะยัง ภันเต อาปุจฉามะ พะหุกิจจา มะยัง พะหุกะระณียา (ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีกิจมีสิ่งจำต้องทำมาก จึงขอกล่าวลา ณ โอกาสบัดนี้ )
พระสงฆ์ : ยัสสะทานิ ตุม๎เห กาลัง มัญญะถะ (ท่านทั้งหลายจงรู้กาล รู้เวลาเถิด)
คฤหัสถ์ : สาธุ ภันเต (สาธุเจ้าข้า) (กราบ ๓ ครั้ง)
-----------------------
วิธีแสดงอาบัติ
(พรรษาอ่อนว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุม๎หะ มูเล ปะฏิเทเสมิ
(พรรษาแก่รับ ว่า)ปัสสะสิ อาวุโส ตา อาปัตติโย
(พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ อามะ ภันเต ปัสสามิ
(พรรษาแก่รับ ว่า) อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ
(พรรษาอ่อนว่า)สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ
ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ
ตะติยัมปิ สาธุ สุฎฐุ ภันเต สังวะริสสามิ
นะ ปุเนวัง กะริสสามิ
นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ
นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ ฯ
(พรรษาแก่ว่า)สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุย๎หะ มูเล ปะฏิเทเสมิ
(พรรษาอ่อนรับว่า)อุกาสะ ปัสสะถะ ภันเต ตา อาปัตติโย
(พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปัสสามิ
(พรรษาอ่อนรับว่า)อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ
(พรรษาแก่ว่า) สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ
ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ
ตะติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ
นะ ปุเนวัง กะริสสามิ
นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ
นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ ฯ
เมื่อผู้ปลงอาบัติว่ามาถึงคำว่า “นะ ปุเนวัง กะริสสามิ” ผู้รับ ให้ว่า “สาธุ”
เมื่อว่ามาถึงคำว่า “นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ” ผู้รับ ให้ว่า “สาธุ”
เมื่อว่ามาถึงคำว่า “นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ” ผู้รับ ให้ว่า “สาธุ”
-----------------------