สีลุทเทสปาฐะ
(นำ) หันทะ มะยัง สีลุทเทสะปาฐัง ภะณามะ เส.
(รับ) ภาสิตะมิทัง เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น ได้ตรัสคำนี้ไว้แล้วว่า,
สัมปันนะสีลา ภิกขะเว วิหะระถะ สัมปันนะปาฏิโมกขา,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีพระปาติโมกข์สมบูรณ์,
ปาฏิโมกขะสังวะระสังวุตา วิหะระถะ อาจาระโคจะระสัมปันนา
จงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในพระปาฏิโมกข์, สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร, คือมรรยาทและสถานที่ควรเที่ยวไป,
อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขะถะ สิกขาปะเทสูติ,
จงเป็นผู้มีปรกติเห็นความน่ากลัว, ในโทษแม้เพียงเล็กน้อย, สมาทานศึกษาสำเหนียกในสิกขาบททั้งหลายเถิด,
ตัส๎มาติหัม๎เหหิ สิกขิตัพพัง,
เพราะเหตุนั้นแล, เราทั้งหลายพึงทำความศึกษาสำเหนียกว่า
สัมปันนะสีลา วิหะริสสามะ สัมปันนะปาฏิโมกขา,
จักเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ มีพระปาฏิโมกข์สมบูรณ์
ปาฏิโมกขะสังวะระสังวุตา วิหะริสสามะ อาจาระโคจะระสัมปันนา,
เราจักเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในพระปาฏิโมกข์, สมบูรณ์ด้วย อาจาระและโคจร คือมารยาทและสถานที่ควรเที่ยวไป,
อะนุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขิสสามะ สิกขาปะเทสูติ,
จักเป็นผู้มีปรกติเห็นความน่ากลัวในโทษแม้เพียงเล็กน้อย, สมาทาน ศึกษา สำเหนียก ในสิกขาบททั้งหลาย,
เอวัญหิ โน สิกขิตัพพัง.
เราทั้งหลาย พึงทำความศึกษาสำเหนียกอย่างนี้แล.
-----------------------