อิทัปปัจจยตาในปฏิจจสมุปบาท
(หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมเมสุ อิทัปปัจจะยะตาทิธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส)
กะตะโม จะ ภิกขะเว ปฏิจจะสะมุปปาโท,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี
*อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ฐิตาวะ สา ธาตุธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว,
ธัมมัฏฐิตะตาคือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา,
ธัมมะนิยามะตาคือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา
อิทัปปัจจะยะตาคือความที่เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ,
ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น,
อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วาครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
อาจิกขะติ เทเสติย่อมบอก ย่อมแสดง
ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
วิวะระติ วิภะชะติย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
อุตตานีกะโรติย่อมทำให้เป็นเหมือนหงายของที่คว่ำ
ปัสสะถาติ จาหะ, ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี,
**อิติ โข ภิกขะเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แล
ยา ตัต๎ระ ตะถะตาธรรมชาติใดในกรณีนั้น อันเป็นตถตา คือความเป็นอย่างนั้น
อะวิตะถะตา,เป็นอวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น,
อะนัญญะถะตา,เป็นอนัญญถตา คือความไม่เป็นโดยประการอื่น,
อิทัปปัจจะยะตา เป็นอิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น,
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)
(๒) ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี, (**)
(๓) อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี, (**)
(๔) ตัณหาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, ตัณหาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี, (**)
(๕) เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณหา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณหา,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี, (**)
(๖) ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี, (**)
(๗) สะฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, สะฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี, (**)
(๘) นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี, (**)
(๙) วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปัง,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี, (**)
(๑๐) สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี, (*)
ปัสสะถาติ จาหะ, สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี, (**)
(๑๑) อะวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารย่อมมี
*อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตถาคตทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ฐิตาวะ สา ธาตุธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว,
ธัมมัฏฐิตะตาคือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา,
ธัมมะนิยามะตาคือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา
อิทัปปัจจะยะตาคือความที่เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ,
ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น,
อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วาครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
อาจิกขะติ เทเสติย่อมบอก ย่อมแสดง
ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้
วิวะระติ วิภะชะติย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง
อุตตานีกะโรติย่อมทำให้เป็นเหมือนหงายของที่คว่ำ
ปัสสะถาติ จาหะ, อะวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา,
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารย่อมมี,
อิติ โข ภิกขะเวดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แล
ยา ตัต๎ระ ตะถะตาธรรมชาติใดในกรณีนั้น อันเป็นตถตา คือความเป็นอย่างนั้น
อะวิตะถะตา,เป็นอวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น,
อะนัญญะถะตา,เป็นอนัญญถตา คือความไม่เป็นโดยประการอื่น,
อิทัปปัจจะยะตา เป็นอิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น,
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)
อิติ.. ด้วยประการฉะนี้แล...
หมายเหตุ เมื่อจะสวดข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๑๐ ย้อนไปสวดตามเครื่องหมาย *, ** จนจบเหมือนข้อที่ ๑
-----------------------