พุทธภาษิตสำคัญในอานาปานสติสูตร
(ขั้นของการฝึกอานาปานสติที่สมบูรณ์)
(หันทะ มะยัง นานาสารัตถะอานาปานะสะติพุทธะภาสิตะปาฐัง ภะณามะ เส)
อะยัมปิ โข ภิกขะเว, อานาปานะสะติสะมาธิ ภาวิโต พะหุลีกะโต,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญให้มาก ทำให้มากแล้ว,
สันโต เจวะ ปะณีโต จะ อะเสจะนะโก จะ,
ย่อมเป็นสภาพอันสงบ ประณีตและชื่นใจ,
สุโข จะ วิหาโร อุปปันนุปปันเน จะ ปาปะเก อะกุสะเล ธัมเม ฐานะโส อันตะระธาเปติ วูปะสะเมติ,
เป็นธรรมที่ทำให้เกิดความผาสุกแห่งจิต, และยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไปโดยพลัน,
เสยยะถาปิ ภิกขะเว คิม๎หานัง ปัจฉิเม มาเส,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เหมือนเดือนท้ายๆ แห่งฤดูร้อน,
อูหะตัง ระโชชัลลัง, ฝุ่นธุลีละอองย่อมฟุ้งขึ้น,
ตะเมนัง อะกาละมะหาเมโฆ ฐานะโส อันตะระธาเปติ วูปะสะเมติ,
ฝนใหญ่มิใช่ฤดูกาลตกลงมา, ย่อมยังธุลีละอองนั้น ให้อันตรธานสงบไปฉันใด,
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว อานาปานะสติ สะมาธิ ภาวิโต พะหุลีกะโต,
สมาธิอันประกอบด้วยสติในลมหายใจเข้าออก, อันบุคคลเจริญให้มาก ทำให้มากแล้ว,
สันโต เจวะ ปะณีโต จะ อะเสจะนะโก จะ,
ย่อมเป็นสภาพอันสงบ ประณีตและชื่นใจ,
สุโข จะ วิหาโร อุปปันนุปปันเน จะ ปาปะเก อะกุสะเล ธัมเม ฐานะโส อันตะระธาเปติ วูปะสะเมติ,
เป็นธรรมที่ทำให้เกิดความผาสุกแห่งจิต, และยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไปโดยพลัน,
อะหัมปิ สุทัง ภิกขะเว ปุพเพวะ สัมโพธา อะนะภิสัมพุทโธ โพธิสัตโตวะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อก่อนแต่เรายังไม่ตรัสรู้ เรายังเป็นโพธิสัตว์อยู่,
สะมาโน อิมินา วิหาเรนะ อานาปานะสะติพะหุลัง วิหะรามิ,
เราย่อมเป็นอยู่ด้วยวิหารธรรม, คืออานาปานสตินี้แล เป็นส่วนมาก,
ตัสสะ มัย๎หัง ภิกขะเว อิมินา วิหาเรนะ พะหุลัง วิหะระโต,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อเราเป็นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมากแล้ว,
เนวะ เม กาโย กิละมะติ นะ จักขูนิ อะนุปาทายะ จะ เม อาสะเวหิ จิตตัง วิมุจจะติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, กายของเราไม่ลำบาก ตาของเราไม่ลำบาก, จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง, เพราะความไม่ถือมั่น,
ตัส๎มาติหะ ภิกขะเว ภิกขุ เจปิ อากังเขยยะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้นแล, ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จักพึงหวังว่า,
เนวะ เม กาโยปิ กิละเมยยะ นะ จักขูนิ อะนุปาทายะ จะ เม อาสะเวหิ จิตตัง วิมุจเจยยาติ,
แม้กายของเราก็ไม่พึงลำบาก, ตาของเราก็ไม่พึงลำบาก, จิตของเราก็พึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง, เพราะความไม่ถือมั่นแล้วไซร้,
อะยะเมวะ อานาปานะสะติสะมาธิ สาธุกัง มะนะสิกาตัพโพ,
เธอทั้งหลายพึงทำไว้ในใจให้ดีๆ, ซึ่งอานาปานสติสมาธินี้แล,
อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสาย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรนติย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์
จัตตาโร สะติปัฏฐานา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
สัตตะโพชฌังเค ปะริปูเรนติย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์
สัตตะโพชฌังคา ภาวิตา พะหุลีกะตาโพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
วิชชา วิมุตติง ปะริปูเรนติย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว, อานาปานะสะติ กะถัง พะหุลีกะตา,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า?
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสาจึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อะรัญญะคะโต วาไปแล้วสู่ป่าก็ตาม
รุกขะมูละคะโต วาไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม
สุญญาคาระคะโต วาไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม
นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิต๎วานั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว
อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปต๎วา,
ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น,
โส สะโต วะ อัสสะสะติ, สะโต ปัสสะสะติ,
เป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า มีสติอยู่ หายใจออก,
(๑) ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ,
เมื่อหายใจเข้ายาว ออกยาว เธอก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว ออกยาว,
(๒) รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ,
เมื่อหายใจเข้าสั้น ออกสั้น เธอก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น ออกสั้น,
(๓) สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า เราจักรู้ทั่วกาย (กองลม) ทั้งหมด จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๔) ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ระงับอยู่,จักหายใจเข้า หายใจออก,
(จบจตุกกะที่ ๑ กายานุปัสสนา)
(๕) ปีติปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๖) สุขะปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๗) จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๘) ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้ระงับอยู่ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(จบจตุกกะที่ ๒ เวทนานุปัสสนา)
(๙) จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๐) อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๑) สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๒) วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(จบจตุกกะที่ ๓ จิตตานุปัสสนา)
(๑๓) อะนิจจานุปัสสี อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๔) วิราคานุปัสสี อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๕) นิโรธานุปัสสี อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำจักหายใจเข้า หายใจออก,
(๑๖) ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ,
เธอพึงศึกษาว่า, เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า หายใจออก,
(จบจตุกกะที่ ๔ ธัมมานุปัสสนา)
เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานะสะติ เอวัง พะหุลีกะตา,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล,
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสาย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อิติด้วยประการฉะนี้แล.
-----------------------